“วันตรุษจีน” หรือ “วันปีใหม่” ของชาวจีน ในปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้มีโอกาสคุยกับ “อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวัฒนธรรมจีน เพื่อต้องการสรุปโดยย่อของความเป็นมาเป็นไป และความสำคัญของ “เทศกาลตรุษจีน” *** วันตรุษจีนมีความสำคัญอย่างไรและตรงกับวันไหน “วันตรุษจีน” ก็คือ “วันปีใหม่” ของจีน ถ้าเทียบกับของไทย ก็คือ “วันสงกรานต์” ซึ่งเป็นวันปีใหม่ของไทย ทางจันทรคติ ก็คือขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ทุก ๆ ปี โดยปีนี้ตกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 พอเริ่มวันปีใหม่แล้ว
คนจีนทั้งชาติก็ลุกขึ้นมาขอพรฟ้าดิน ขอพรเทวดา ขอพรพระพุทธ ให้คุ้มครองเราไปตลอดปี จะได้เฮงไปทั้งปี *** ก่อนวันตรุษจีน จึงต้องเริ่มการไหว้เทพเจ้า ไหว้ขอพร ใช่หรือไม่ ไหว้เยอะมาก เป็น “มหกรรมไหว้” คนจีนในเมืองไทยมีหลายแบบ ทั้ง “แต้จิ๋ว-ไหหลำ-กวางตุ้ง” ฉะนั้นเวลาไหว้ จึงไหว้กันหลายแบบ ไม่เหมือนกัน อย่างอาจารย์เป็นคนแต้จิ๋ว ตื่นเช้ามาต้องแต่งตัวให้สวย อันดับแรก...จะเริ่ม ไหว้พระพุทธ ก่อน เป็นการไหว้เจอย่างเดียว อันดับสอง...ไหว้เทวดา ได้แก่พระภูมิเจ้าที่ เจ้าพ่อเสือ เจ้าแม่ทับทิม อันนี้ไหว้เป็นอาหารคาว อันดับสาม...ไหว้ผีบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ ก็ไหว้ชุดใหญ่ มีการทำอาหารด้วย แต่ปัจจุบันไม่ทำกันแล้ว ใช้สั่งจากภัตตาคาร และ อันดับสี่...ไหว้สัมภเวสี ผีไร้ญาติ ผีที่อื่น อันนี้ต้องไปไหว้นอกชายคา เพราะเขาเป็นผีนอกบ้าน *** พอไหว้เสร็จแล้ว ห้ามทำงานใช่หรือไม่ ตรุษจีนก็คือขึ้น 1 ค่ำ เดือน 1 ก็คือวันปีใหม่ วันสุดท้ายของปีเก่าก็คือวันไหว้ แล้วก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ก็คือวันเตรียมตัวก็คือวันจ่าย ปีนี้ก็ตรงกับวันที่ 6 กุมภาพันธ์ วันไหว้คือวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปีใหม่ก็คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งวันนี้จะไม่ทำอะไรกันแล้ว จะแต่งตัวสวย ๆ เที่ยวอย่างเดียว ให้พักผ่อน แล้ววันปีใหม่จีน
นอกจากจะแต่งตัวสวยๆ เที่ยวอย่างเดียวแล้ว ก็ต้องมีข้อห้าม หรือที่เรียกว่า “ถือ” ของคนจีนด้วย เช่น ห้ามพูดไม่ดี ห้ามพูดอะไรที่ไม่เป็นมงคล ถ้าเกิดพูดไปแล้วความอัปมงคลตรงนั้นจะตกแก่เราตลอดปี วันนั้นก็ไม่ซักผ้า ห้ามทำงานหนักแล้วจะเหนื่อยทั้งปี ไม่กวาดบ้านเพราะกลัวว่าจะกวาดเอาทรัพย์ออกจากบ้าน ไม่ถือเข็ม-ไม่สอย-ไม่เย็บ เพราะจะมีการฟื้นฝอยหาตะเข็บ จะมีการพิพาททั้งปี *** แล้วทำไมคนจีนต้องใส่สีแดง ไปถามคนจีนว่า ทำไมต้องใส่สีแดง ก็บอกว่าสีแดงเป็นสิริมงคล คืออย่างนี้ธาตุต่างๆ แบบโบราณในประเทศไทยมี 4 ธาตุ “ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ” แต่ถ้าเป็นจีนโบราณเขามองฟ้า มองดิน มองจักรวาล มองแม่น้ำ...เป็น “ทางช้างเผือก” คนจีนก็ไปสรุปเลยว่า ทั้งหมดนี้มีอยู่ 5 ธาตุ “ทอง-ไม้-น้ำ-ไฟ-ดิน” คือ “โหงวเฮ้ง” แปลว่า “เบญจธาตุ” ในธาตุตรงนี้ ก็จะมี “ธาตุไฟ” คือความร้อน เมืองจีนเป็นเมืองหนาว คนจีนบอกว่า 1 ปี หนาว 8 ร้อน 4 ดังนั้น “สีแดง” คือทำให้มนุษย์อิ่มและอุ่น ที่ไหนมีไฟ-ที่นั้นก็จะมีความรุ่งโรจน์โชติช่วง เพราะฉะนั้น รั้ววัด รั้ววังของจีน จะต้องทาสีแดง ถ้าสมัยโบราณรั้วบ้านคนธรรมดาห้ามทา ทาแล้วหัวขาด รั้ววังที่ต้องทาสีแดงก็คือให้ราชวงศ์รุ่งเรืองเฟื่องฟู รั้ววัดก็เหมือนกัน คือขอให้พระศาสนารุ่งเรืองอยู่คู่มนุษย์ไปเรื่อยๆ
ทีนี้ผู้หญิงจีนโบราณจะใส่เสื้อสีแดงครั้งเดียวในชีวิต ก็คือวันที่ขึ้นเกี้ยวเป็นเจ้าสาวไปบ้านสามี ชุดสีแดงที่ใส่คือนำความรุ่งเรืองไปให้
แต่ในปีนี้ควรจะหลีกเลี่ยง “สีแดง” เพราะ “ลิง” ปีนี้เป็น “ลิงไฟ” ไม่ใช่ “ลิงทอง” ซึ่งเราเข้าใจผิดหมด เป็น “ลิงไฟ” แล้วเราไปใส่สีแดง มันก็จะลุกเป็นไฟ เมื่อไฟไปเสริมไฟ ก็จะร้อนแรงเกินไป ทำอะไรก็จะไหม้เกรียม อะไรที่เกรียมมากเกินไป ก็จะเป็นโทษ ฉะนั้นในปีนี้...ควรจะหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อสีแดงทั้งปี *** ทำไมวันตรุษจีนต้องให้ “อั่งเปา” การได้รับอั่งเปา เราก็จะได้ความรุ่งเรืองมา ใส่เงินเท่าไหร่ก็ได้ แต่ควรจะใส่เป็น “เลขคู่” ถ้าภายในบ้านกันเอง ผู้ใหญ่ก็จะให้เด็ก โดยบอกว่า “ให้เจริญ ๆนะ” ถ้าแจกกันในบริษัทห้างร้านก็จะแจกวันไหว้ พอไหว้เสร็จ ของไหว้ ก็เอามาเลี้ยง เลี้ยงเสร็จก็แจกอั่งเปา บางบริษัทก็ให้โบนัสวันนี้ *** อยากให้อาจารย์อวยพรเนื่องในวันตรุษจีน ปกติเราจะอวยพรปีใหม่ว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้” แปลว่า ปีใหม่นี้ “ขอให้สมปรารถนา ขอให้ร่ำรวย” มีอีกคำหนึ่งที่คนฮ่องกงเขาอวยพรกันว่า “หลง หม่า จิงเฉิน” “หลง” แปลว่า มังกร, “หม่า” แปลว่า ม้า, “จิงเฉิน” แปลว่า ขวัญกำลังใจ ขอให้ทุกคนมีขวัญ มีกำลังใจดั่งม้า ดั่งมังกร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขวัญอย่าตกใจ อย่าร่วง ขอให้มีกำลังใจไว้ แล้วก็ผงาดขึ้นเหมือนมังกร แล้วก็พุ่งออกไป ทำดีที่สุด ดั่งม้าอาชาไนย หลง-หม่า-จิงเฉิน ขอให้ท่านมีกำลังใจตลอดไป